ชวนทำความรู้จัก สกินแคร์ ที่ใช้ทุกวันมีอะไรที่น่ารู้อีก!
- Rasita Chanratanayothin
- Jun 7
- 2 min read

เราอยากชวนทุกคนมาพูดถึงเรื่องความสวยความงาม และผิวพรรณกันหน่อย เชื่อว่าทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ในแต่ละวันต้องมี "พิธีกรรม" อย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยใช่ไหมคะ สิ่งนั้นก็คือการทาสกินแคร์นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงโทนเนอร์ ตบเซรั่ม ทาครีมบำรุง หรือโบกครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน แต่ทุกคนเคยสงสัยกันไหมคะว่า สกินแคร์ที่เราหยิบมาทาหน้ากันอยู่ทุกเช้าเย็นเนี่ย เขามีความลับอะไรซ่อนอยู่บ้าง แล้วสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ มันถูกต้องและได้ประสิทธิภาพสูงสุดแล้วหรือยัง
วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับสกินแคร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ ยิ่งเราเข้าใจสิ่งที่เราใช้มากเท่าไหร่ ผิวของเราก็ยิ่งได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากเท่านั้น แถมยังช่วยเซฟเงินในกระเป๋าไม่ให้หมดไปกับค่านิยมผิดๆ อีกด้วย ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาเช็กกันเลยค่ะว่ามีเรื่องน่ารู้อะไรบ้างที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน!
ลำดับการลงสกินแคร์ : กฎเหล็กที่ห้ามมองข้าม
สารภาพมาซะดี ๆ ค่ะ ว่ามีใครที่ซื้อสกินแคร์มาใหม่แล้วรู้สึกสับสนจนหยิบตัวไหนได้ก็ทาตัวนั้นไปก่อนบ้าง การลงสกินแคร์ไม่มีการสุ่มเดานะคะ ทุกคน! เพราะลำดับการลงผลิตภัณฑ์ส่งผลต่อการดูดซึมเข้าสู่ผิวโดยตรงเลยค่ะ กฎเหล็กง่าย ๆ ที่เราอยากให้ทุกคนจำไว้เลยก็คือ "เรียงจากเนื้อบางเบาไปหาเนื้อเข้มข้น" หรือจากเนื้อเหลวแบบน้ำไปจนถึงเนื้อครีมหนัก ๆ นั่นเองค่ะ
ทำไมต้องเรียงแบบนี้ล่ะ ? ลองจินตนาการดูนะคะ ว่าถ้าทุกคนทาครีมบำรุงเนื้อหนา ๆ หรือออยล์ลงไปบนผิวก่อน ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะสร้างฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิวเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ แล้วถ้าเราทาเซรั่มเนื้อน้ำตามลงไปทีหลัง เซรั่มที่มีโมเลกุลเล็กๆ ก็จะไม่สามารถซึมผ่านชั้นครีมหนา ๆ นั้นเข้าไปได้เลยค่ะ เท่ากับว่าเราทาเซรั่มทิ้งไปฟรี ๆ โดยที่ผิวไม่ได้ดูดซึมเลย น่าเสียดายแย่เลย
สเต็ปการลงสกินแคร์ที่ถูกต้องสำหรับทุกคน
คลีนซิ่ง & คลีนเซอร์ : ทำความสะอาดผิวให้หมดจดเป็นอันดับแรก
โทนเนอร์ / น้ำตบ (Toner/Essence) : ปรับสภาพผิวและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุง
เซรั่ม / แอมพูล (Serum/Ampoule) : เติมสารอาหารเข้มข้นแก้ปัญหาผิวเฉพาะจุด
อายครีม (Eye Cream) : บำรุงผิวรอบดวงตาที่บอบบาง
มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) : ล็อกความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิว
ครีมกันแดด (Sunscreen) : ปกป้องผิวในตอนเช้า (ห้ามขาดเด็ดขาด!)
ส่วนผสมที่ "รักกัน" และ "เกลียดกัน" จับคู่ให้ปัง ไม่ให้ผิวพัง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ารู้และสำคัญมาก ๆ ค่ะ ทุกคน เพราะในสกินแคร์แต่ละขวดจะมีส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ (Active Ingredients) ต่างกัน บางคนอยากหน้าใส อยากลดริ้วรอย อยากรักษาสิว เลยประโคมทุกอย่างลงไปพร้อมกันในครั้งเดียว ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ใช่ผิวที่สวยขึ้น แต่กลายเป็นผิวแห้งลอก แพ้ และระคายเคืองอย่างรุนแรง เพราะส่วนผสมบางชนิดเขา "ไม่ถูกกัน" ค่ะ
คู่หูมหาภัยชวนทะเลาะที่ต้องแยกกันใช้
Retinol กับ AHA/BHA : สองตัวนี้เป็นตัวช่วยผลัดเซลล์ผิวทั้งคู่ค่ะ ถ้าทุกคนใช้ร่วมกันในคืนเดียว ผิวจะถูกรบกวนมากเกินไปจนเกราะป้องกันผิวพัง ผิวจะแห้ง แสบ และแดงง่าย แนะนำให้สลับกันใช้คนละวัน หรือใช้ AHA/BHA ตอนเช้า (และทากันแดดหนาๆ) แล้วใช้ Retinol ตอนกลางคืนค่ะ
Vitamin C กับ Benzoyl Peroxide (ยาแต้มสิว) : ยาแต้มสิวจะไปทำปฏิกิริยาออกซิไดซ์กับวิตามินซี ทำให้วิตามินซีเสื่อมสภาพและใช้งานไม่ได้ผล แถมยังอาจทำให้ผิวระคายเคืองด้วยค่ะ
สองพลังรวมกันผิวปังคูณสอง
Retinol กับ Hyaluronic Acid : เรตินอลอาจทำให้ผิวแห้งและลอกได้ง่าย การจับคู่กับไฮยาลูโรนิกแอซิดที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว จะช่วยลดอาการระคายเคืองและทำให้ผิวอิ่มฟูขึ้นค่ะ
Vitamin C กับ Vitamin E & Ferulic Acid : นี่คือคอมโบสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังมาก วิตามินอีและเฟรูลิกจะช่วยเสริมความเสถียรให้กับวิตามินซี ทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพยาวนานขึ้น ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสและลดริ้วรอยได้ดีสุด ๆ เลยค่ะ

ปริมาณที่เหมาะสม ไม่น้อยเกินไป ไม่มากจนอุดตัน
คำว่า "สกินแคร์" ไม่ใช่ว่ายิ่งทาเยอะยิ่งดีนะคะทุกคน การประโคมทาหนาๆ นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังอาจทำให้ผิวหายใจไม่ออก เกิดการอุดตัน และกลายเป็นสิวตามมาได้ค่ะ ในทางกลับกัน ถ้าทาสกินแคร์น้อยเกินไป สารบำรุงก็เข้มข้นไม่พอที่จะเห็นผลลัพธ์ ดังนั้นเรามาจำปริมาณที่เหมาะสมในการทาสกินแคร์แต่ละประเภทกันดีกว่าค่ะ
สำหรับเซรั่ม ปริมาณที่เหมาะสมคือประมาณ 1 เม็ดถั่วเขียว หรือ 2-3 หยดก็เพียงพอทั่วทั้งใบหน้าแล้วค่ะ มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อครีมให้ใช้ประมาณ 1 เหรียญบาทเล็ก และสิ่งสำคัญที่สุดที่ห้ามงกเด็ดขาดคือ "ครีมกันแดด" ค่ะทุกคน! ปริมาณที่ถูกต้องสำหรับการทาทั่วใบหน้าและลำคอคือ 2 ข้อนิ้วมือเต็มๆ หรือขนาดประมาณเหรียญ 10 บาทไทย ถ้าทุกคนทากันแดดน้อยกว่านี้ ค่า SPF ที่ระบุไว้บนขวดจะไม่ทำงาน และผิวของเราก็จะถูกรังสี UV ทำร้ายอยู่ดีค่ะ
สภาพผิวเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและฤดูกาล
มีใครเคยแปลกใจไหมคะว่า สกินแคร์ขวดนี้เคยใช้ดีมาก ๆ เมื่อปีที่แล้ว แต่ทำไมปีนี้ใช้แล้วกลับเฉยๆ หรือรู้สึกว่าหน้าแห้งไป หน้ามันขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าผิวของเราไม่ใช่สิ่งคงที่ค่ะทุกคน สภาพผิวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามอายุที่มากขึ้น ฮอร์โมน ความเครียด รวมไปถึงสภาพอากาศและฤดูกาลด้วยค่ะ
อย่างในช่วงฤดูร้อน ผิวของเราจะผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ทุกคนอาจจะต้องการสกินแคร์ที่เนื้อบางเบา เช่น เนื้อเจล หรือเนื้อโลชั่น เพื่อไม่ให้ผิวเหนอะหนะ แต่พอเข้าสู่ฤดูหนาว หรือช่วงที่ต้องนอนเปิดแอร์เย็นๆ ผิวจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายมาก เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ครีมที่เนื้อเข้มข้นขึ้นเพื่อล็อกความชุ่มชื้น ดังนั้น หมั่นสังเกตผิวของตัวเองในทุก ๆ วันนะคะว่ากำลังส่งสัญญาณอะไร เพื่อที่เราจะได้เลือกสกินแคร์ได้ตอบโจทย์ผิวในขณะนั้นมากที่สุดค่ะ
สภาพผิวแต่ละแบบ เหมาะและไม่เหมาะกับสกินแคร์ประเภทไหนบ้าง!
ผิวมัน (Oily Skin)
ลักษณะผิว : มีการผลิตน้ำมัน (Sebum) ออกมามากเกินไป รูขุมขนกว้าง หน้าเยิ้มระหว่างวัน และเป็นสิวง่าย
สกินแคร์ที่ควรใช้ : ควรเน้นผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา ซึมง่าย ไม่เหนอะหนะ เช่น เนื้อเจล (Gel), เนื้อโลชั่น (Lotion) หรือเนื้อน้ำ (Fluid) มองหาส่วนผสมที่ช่วยควบคุมความมันและผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน เช่น AHA/BHA, Zinc หรือ Niacinamide
สิ่งทีควรเลี่ยง : สกินแคร์เนื้อครีมหนา ๆ (Heavy Cream) หรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของออยล์เข้มข้น เพราะจะยิ่งไปอุดตันรูขุมขนและทำให้หน้ามันเยิ้มกว่าเดิมค่ะ
ผิวแห้ง (Dry Skin)
ลักษณะผิว : ผิวขาดน้ำและน้ำมัน ผลิตน้ำมันออกมาน้อย ผิวดูแห้งกร้าน ตึงผิวหลังล้างหน้า และบางครั้งอาจลอกเป็นขุยหรือเกิดริ้วรอยได้ง่าย
สกินแคร์ที่ควรใช้ : ต้องเน้นการเติมความชุ่มชื้นและล็อกน้ำไว้ในผิว ควรเลือกสกินแคร์เนื้อครีมเข้มข้น (Rich Cream), เนื้อบาล์ม (Balm) หรือออยล์บำรุงผิว (Facial Oil) ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid, Ceramide, Glycerin เพื่อช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงค่ะ
สิ่งทีควรเลี่ยง : สกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์สูง หรือผลิตภัณฑ์กลุ่มผลัดเซลล์ผิวเข้มข้น (เช่น AHA/BHA หรือ Retinol ในปริมาณสูง) เพราะจะยิ่งสูบความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งลอกและระคายเคืองหนักขึ้น
ผิวผสม (Combination Skin)
ลักษณะผิว : มีผิวสองแบบในหน้าเดียวค่ะ โดยจะมีความมันส่วนเกินบริเวณ T-Zone (หน้าผาก จมูก คาง) แต่ผิวบริเวณ U-Zone (แก้มทั้งสองข้าง) กลับแห้งกร้านหรือเป็นปกติ
สกินแคร์ที่ควรใช้ : แนะนำให้ใช้สกินแคร์ที่ปรับสมดุลผิว หรือใช้วิธี "Zone Mapping" (ทาแยกส่วน) ค่ะ เช่น ใช้เนื้อเจลหรือเซรั่มควบคุมความมันบริเวณ T-Zone และใช้เนื้อครีมที่ให้ความชุ่มชื้นบริเวณแก้มที่แห้ง
สิ่งทีควรเลี่ยง : การใช้ครีมเนื้อหนักๆ ทาทั่วทั้งหน้า (เพราะจะทำให้ T-Zone อุดตันเป็นสิว) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์คุมมันทาทั่วทั้งหน้า (เพราะจะทำให้แก้มแห้งเป็นขุย)
ผิวแพ้ง่าย / ผิวบอบบาง (Sensitive Skin)
ลักษณะผิว : เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ผิวเกิดการระคายเคือง แสบ แดง หรือคันได้ง่ายมากเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น สภาพอากาศเปลี่ยน หรือสารเคมี
สกินแคร์ที่ควรใช้ : ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากระบุว่า Hypoallergenic, Fragrance-Free (ไม่มีน้ำหอม) หรือ Alcohol-Free (ไม่มีแอลกอฮอล์) เน้นสกินแคร์ที่ช่วยปลอบประโลมผิวและเสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) เช่น Ceramide, Centella Asiatica (ใบบัวบก) หรือ Aloe Vera
สิ่งทีควรเลี่ยง : สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม, แอลกอฮอล์, สีสังเคราะห์, สารพาราเบน หรือกลุ่มสารผลัดเซลล์ผิวที่มีความเข้มข้นสูงเกินไป เพราะผิวจะเกิดเอฟเฟกต์ระคายเคืองทันทีค่ะ

ตัวช่วยยกระดับธุรกิจบิวตี้และคลินิกความงามของคุณ Sherwe POS
สำหรับทุกคนที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้สกินแคร์ แต่เป็นเจ้าของธุรกิจในฝัน ไม่ว่าจะเป็นร้านสปา ร้านนวด ร้านทำเล็บ ร้านตัดผม คลินิกความงาม หรือร้านขายเครื่องสำอางและสกินแคร์ วันนี้เรามีตัวช่วยสุดเจ๋งมาแนะนำค่ะ! การบริหารร้านบิวตี้ให้ปังและไม่มีสะดุดนั้น ระบบหลังบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ และ Sherwe POS คือโปรแกรมบริหารจัดการธุรกิจบริการออนไลน์ที่ตอบโจทย์และเข้าใจคนทำธุรกิจสายนี้ที่สุดเลยค่ะ!
หมดปัญหาเรื่องระบบนัดหมายซ้อนหรือการจัดการคิวที่น่าปวดหัว เพราะ Sherwe POS มีระบบนัดหมายออนไลน์ที่แสดงตารางเวลาทำงานของพนักงาน และเวลาใช้ห้องบริการแบบเรียลไทม์ สามารถส่งข้อความแจ้งเตือนลูกค้าเพื่อป้องกันการลืมนัดผ่าน SMS ได้ ช่วยเปลี่ยนการจัดการคิวที่ยุ่งยากให้ไหลลื่นแบบมีประสิทธิภาพเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมสต๊อกสินค้าที่ละเอียด แม่นยำ ช่วยให้เจ้าของร้านสกินแคร์หรือคลินิกเช็กคลังสินค้า บริการ และคอร์สต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องกลัวสินค้าขาดมือหรือจมทุน
ความปังยังไม่หมดแค่นี้ Sherwe POS มาพร้อมกับระบบ Sherwe CRM ที่เชื่อมต่อกับ LINE Official Account ของร้านโดยตรง ทำให้ลูกค้าของคุณสามารถเช็กข้อมูลส่วนตัว คอร์สคงเหลือ วันหมดอายุ แต้มสะสม บัตรสมาชิก หรือแม้กระทั่งกดจองเวลารับบริการและแนบหลักฐานการโอนเงินได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอแอดมินตอบ แถมยังมีระบบคิดค่ามือและค่าคอมมิชชั่นพนักงานอัตโนมัติที่แม่นยำ โปร่งใส ช่วยลดงานผู้บริหารไปได้เยอะมาก ๆ เลยค่ะ
สุดท้ายนี้ การดูแลผิวพรรณด้วยสกินแคร์เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสม่ำเสมอและความเข้าใจค่ะ ไม่มีสกินแคร์ขวดไหนในโลกที่เสกผิวสวยให้เราได้ในชั่วข้ามคืน แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ผสมผสานอย่างถูกวิธี และใช้ในปริมาณที่ถูกต้อง จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาทุกคนไปสู่ผิวที่แข็งแรง กระจ่างใส และดูอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการดูแลผิวในทุก ๆ วัน




Comments